パープルラインの赤字先日、パープルラインの現状について報告しましたが、今日、タイ語版DDプロパティからもこんなレポートが出ています。

 

8月6日の運転開始以降、1日当たりの乗客数は2万人と、計画の7万3千人を大きく下回り、当初計画のわずか27%となっている。そして、この路線を運行する会社(รฟม.ローフォーモー)に入る収入は1日にわずか60万バーツ(約180万円)しかない。

 

つまり、乗客は平均30バーツ(90円)を払っていることになるが、一方でパープルライン運行に伴う初年度費用は運営費用と設備維持管理費用を合わせて約13億2千7百万バーツ(約40億円)、1日当たり360万バーツ(約11百万円)である。

 

従って、パープルラインは毎日3百万バーツ(約9百万円)の赤字を出しながら走っていることになり、ローフォーモーにとってもこれは相当な資金負担である。しかも今後、人件費や電気代が上がっていくので、運行費用は増大していく。

 

更に、パープルライン建設には600億バーツ(約1800億円)もの費用がかかっているが、この回収は今のところ目処が立たないということでもある。

 

まあ、ざっとこんな内容ですが、一旦開通し走らせた以上、廃線にするわけにもいかないので、これから何とか黒字転換を図るしかないわけですが、1日180万円の収入を得るために1100万円の費用をかけて走らせる電車ですから気が遠くなりますね。

改善案として、運賃を値下げする、終点のタオプーンとバンスーのシャトルバスをもっと増やす(今はバスの数が少なくて乗客はシャトルバスに乗るにも相当待たなければならないようです)、もっと時間通りに走らせて、しかもちゃんと駅の指定されたところで停車する(運転もおぼつかないようで、遅れたり駅の中でオーバーランしたりしているようです)というようなことが助言として書かれていました。


福岡で作った日本製の電車なので、既存のドイツ製のより操縦が難しいのかもしれません。どうも初歩的なトラブル続出のようですが、どんな具合なのか、ちょっと乗ってみたくなりました。

 

いずれにせよ、パープルラインが黒字転換するには1キロも離れたバンスーまでバスで行って乗り換えるのでなく、タオプーンとMRTを一刻も速く直結するのが先決問題で、次にCBDまで出るのに最大で片道80バーツ(240円)もかかってしまうという一般市民にとって負担が大き過ぎる運賃の見直しがポイントだと思いますが、どちらも簡単なことではなさそうです。

ถ้าคุณรู้สึกสนุกช่วยกดนี้นะครับ

にほんブログ村 海外生活ブログ バンコク情報へ

にほんブログ村  
ขาดทุนยับวันละ 3 ลบ.เล็งปรับลดค่าโดยสาร “รถไฟฟ้าสายม่วง
ลังจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-บางใหญ่ ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม 2559 เป็นต้นมา ผลปรากฏว่ามีผู้โดยสารน้อยมากมีเพียงวันละ 20,000 คนเท่านั้น ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยปริมาณผู้โดยสารที่ รฟม.คาดการณ์ไว้จะมีวันละ 73,000 คนในปีแรกที่เปิดให้บริการ ดังนั้น ปริมาณผู้โดยสารที่มีจริงคิดเป็น 27% ของปริมาณที่คาดการณ์ไว้เท่านั้น

ดังนั้น เมื่อมีผู้โดยสารน้อย รายได้จากค่าโดยสารก็น้อยตามด้วย ปรากฏว่า รฟม.มีรายได้จากค่าโดยสารเพียงวันละประมาณ 600,000 บาทเท่านั้น นั่นคือ ผู้โดยสารจ่ายค่าโดยสารเฉลี่ยคนละ 30 บาท

สำหรับการบริหารจัดการรถไฟฟ้าสายสีม่วงนั้น รฟม.ต้องจ้างบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็มเป็นผู้ให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงรักษา ซึ่งรฟม.ตัองเสียค่าบริการเดินรถไฟฟ้าและบำรุงรักษาให้แก่บีอีเอ็มในปีแรกที่เปิดให้บริการ 1,327.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นวันละประมาณ 3.6 ล้านบาท ค่าจ้างดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงทุกปีตามอัตราเงินเฟ้อและค่าไฟฟ้า

ในขณะที่รฟม.เก็บค่าโดยสารได้วันละ 600,000 บาท แต่ต้องเสียค่าจ้างให้บีอีเอ็มวันละ 3,600,000 บาท ดังนั้น รฟม.จึงต้องแบกภาระขาดทุนวันละ 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระหนักของรฟม.

การคิดกำไรขาดทุนดังกล่าวข้างต้นนั้น ยังไม่รวมค่าก่อสร้างที่มีมูลค่าประมาณ 6 หมื่นล้านบาท (รวมงานทุกประเภท) ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดว่าการประกอบการเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วงจะไม่สามารถมีรายได้จ่ายค่าก่อสร้างได้ เนื่องจากมีรายได้น้อยมาก น้อยเสียจนไม่พอจ่ายแม้เพียงแค่ค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุงรักษา

ด้วยเหตุนี้ รฟม.จะต้องหาหนทางทำให้มีผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้นให้ได้ มิฉะนั้น จะต้องแบกภาระการขาดทุนอย่างหนักตลอดไป