AREA Forecast下に添付したのは、AREAが最近公表した今年のバンコク首都圏住宅供給に関する市場予測です。

タイ経済の悪化が主な原因で、前年度比金額で29%減、戸数で21%減になるだろうとのことです。

これについては、NEXUSやコリアーズもコンドミニアムの新規供給量が前年度比2割減と予測しているので、やはり今年の住宅市場の減速は免れないということだろうと思います。特に金額ベースで約3割も減るとなると、各デベロッパーの決算にも大きな影響を与えることになりそうです。

タイの大手住宅デベロッパーの決算書を調べると、コンドミニアムの開発は粗利が25%前後もあり、日本のそれが10%程度なのに比べて非常においしいビジネスだとわかります。しかし、今後数年間は付加価値が低いエントリークラスのプロジェクトが開発の中心になることから、総合デベロッパーは別としても、多くのコンドミニアム専業デベロッパーが減収減益となるはずです。もっとも、こういう時期こそコンド専業デベロッパーの株は逆張りで買いなのかもしれませんが...。

ただし、AREAによれば、この供給減によりバンコクの不動産市場では当面バブルのリスクが緩和されたということで、プラス面もあるようです。これまでの慢性的な供給過剰から需給が引き締まった健全な住宅市場に戻るには、一時的に成長の減速も必要なことなので、この機会に販売在庫を一掃して一旦すっきりさせた方がいいのかもしれません。

さて、このAREAの調査結果で注目すべきは、今年に入ってからの5カ月間で売出された住宅全体のうち、価格が100万バーツ以下のコンドミニアムが戸数で21%を占めて最大となり、続いて2位が100万~200万バーツのコンドで全体の15%、そして3位が200万バーツ~300万バーツのコンドで10%と、300万バーツ以下のコンドミニアムの新規供給が、タイの住宅市場全体の半数近くと上位を独占したことです。

以前、「これからの市場の主役、中低価格帯」でも4回にわたってDDプロパティ等の予測を紹介しましたが、今後は200万バーツ以下の物件が市場での中心になるという予測は間違っていなかったようです。

実際、つい3年前にはCBDでラグジュアリークラスの高額物件が大量に供給されていたのが、今年は100万バーツ以下の郊外型エントリークラスのコンドミニアムが最も多く売出されているという、驚くべき市場の変化だと思います。

いずれにせよ、当面、我々外国人投資家はそういう廉価物件には手を出さず、静観するのがベストではないかと思っています。さらに、最近では一部でいよいよ土地の値段も下がり始めたという報告も出ていて、こういうことはこれまでなかっただけに、今回の事態は相当深刻なような気もします。

それでも、Condo Exchange CenterやZmyHome等でたまに出てくるまだ地価が割安だった3,4年前に売り出されて最近竣工したプロジェクトの投売り等は積極的にチェックするべきだと思うのですが、これも言葉や土地勘、プロジェクトに対する評価やブランド価値に対する知識等でタイ人に比べるとハンディがあるので、魅力的な売物件情報をタイムリーに拾うのはそう簡単ではないとも思います。(注: 私はいつもそういう物件をモニターしているので、リテインドエージェントとしてであれば、ご案内は可能です)

であれば、
少なくともあと1年はこの低迷状態が続くと思うので、焦らず無理せずに「待つも相場、休むも相場なり」というスタンスで、買えなければ買えないでそれでよしと開き直るべき時期ではないかと思うのです。


にほんブログ村 海外生活ブログ バンコク情報へ

にほんブログ村


※※最高な空港ラウンジサービスで、最高の旅を!※※     
世界No.1空港ラウンジサービスの【PriorityPass】
25周年記念キャンペーン、プライオリティ・パス年会費が最大25%オフ実施中! 

ด่วน คาดปี 2562 ตลาดที่อยู่อาศัยจะหดตัวแรง 21%

            คาดว่าตลาดที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในปี 2562 จะหดตัวลงถึง 21% หรือหนึ่งในห้าของตลาด ทั้งที่เมื่อคราวไตรมาสที่ 1 คาดว่าจะหดตัวเพียง 15%

            ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) คาดการณ์ว่าตลาดที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะหดตัวอย่างแรงประมาณ 21% ทุกฝ่ายควรเตรียมตัวให้ดี

จากข้อมูลล่าสุดของศูนย์ข้อมูลฯ พบว่า ณ 5 เดือนล่าสุดของปี มีโครงการที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นรวมจำนวน 86 โครงการ รวม 37,644 หน่วย รวมมูลค่า 148,964 ล้านบาท หรือเฉลี่ยหน่วยละ 3.957 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามปี 2561 มีหน่วยเปิดใหม่ 125,118 หน่วย มูลค่าการพัฒนา 565,811 ล้านบาท  อาจกล่าวได้ว่าราคาหน่วยขายเฉลี่ยในปี 2561 สูงถึง 4.522 ล้านบาท

            ถ้านำข้อมูล 5 เดือนแรกมาพิจารณาเบื้องต้นโดยคูณด้วย 12 หารด้วย 5 จะเห็นว่าจะมีโครงการเปิดตัวใหม่ในปี 2562 ประมาณ 90,346 หน่วย หดตัวกว่าปี 2561 ถึง -28% และมีมูลค่าการพัฒนาเพียง 357,514 ล้านบาท หรือหดตัวลงถึง -37% ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยก็ลดลงไป -9%  การลดลงมากเช่นนี้เป็นเพราะสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยชะลอตัวลง แม้แต่โครงการราคาถูกๆ ก็ยังขายแทบไม่ออก

อย่างไรก็ตามโดยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในไตรมาส 1/2562 เป็นลักษณะเฉพาะที่มีโครงการราคาถูกเปิดตัวมามาก  แต่หากเป็นในยามปกติ  ดร.โสภณ คาดว่าราคาต่อหน่วยน่าจะเป็นเงิน 4.1 ล้านบาท  หากใช้ราคาเฉลี่ยที่ 4.1 ล้านบาท และหากประมาณกว่าจำนวนหน่วยขายในอีก 7 เดือนต่อมาน่าจะสูงกว่าใน 5 เดือนแรก อยู่ 15% ก็จะทำให้จำนวนหน่วยที่เปิดใหม่ในปี 2562 น่าจะเพิ่มเป็น 98,251 หน่วย ทำให้จำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดใหม่น่าจะลดลงเพียง -21% จากปี 2561 และทำให้มูลค่าการพัฒนาเพิ่มเป็น 402,828 ล้านบาท หรือลดลงกว่าปี 2561 -29%

            ดังนั้นศูนย์ข้อมูลฯ จึงคาดการณ์ว่า การเปิดตัวโครงการใหม่ๆ ของตลาดที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลน่าจะหดตัวกว่าปี 2562 ราว 21% ซึ่งก็ถือว่าเป็นการหดตัวที่มีนัยสำคัญ  เพราะหากไม่หดตัวและยังเปิดกันมากมายเช่นปี 2561 ก็จะนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ได้  แต่ถ้าหดตัวลงบ้างก็จะไม่เกิดภาวะฟองสบู่ และทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยเติบโตไปอย่างต่อเนื่อง

            สิ่งที่พึงระวังในปี 2562 ก็คือ การไม่เปิดตัวโครงการใหม่ๆ มากจนเกินไปในแต่ละทำเลเสี่ยง การออกหุ้นกู้ที่มีดอกเบี้ยสูงจนเกินไป อาจทำให้เกิดการผิดชำระหนี้ได้ หรือการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ ซึ่งในแง่หนึ่งอาจเป็นข้อดีในการเพิ่มอุปสงค์ แต่ในอีกแง่หนึ่งประชาชนจะเดือดร้อนเพราะราคาที่อยู่อาศัยจะเพิ่มขึ้นมาก  ส่วนราคาวัสดุก่อสร้างแทบไม่มีการปรับเพิ่มขึ้น  ค่าแรงขั้นต่ำก็คงไม่ได้เพิ่มมากขึ้น คงเป็นแค่การหาเสียงของพรรคการเมืองบางพรรคเท่านั้น

            หากเศรษฐกิจดีกว่านี้ ก็จะทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยมีการเติบโตที่สูงกว่านี้ จึงต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้หรือไม่